เกี่ยวกับองค์กร
บุคลากร
ข้อมูลจังหวัดชลบุรี
KM ชลบุรี
งานโครงการ
ฐานข้อมูล
ข่าวประชาสัมพันธ์
กิจกรรมสำนักงาน
เอกสารรายงาน
องค์ความรู้
ติดต่อเรา แผนที่
คู่มือประชาชน
 

อำเภอพานทอง
การแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลา

วัตถุดิบ
1.เนื้อปลา 90 %
2.น้ำตาล 6%
3.เกลือ 4%
4.งาขาว

วิธีการทำ
1.นำปลามาขอดเกล็ด ตัดหัว ควักไส้ แล่ ล้างน้ำให้สะอาด
2.คลุกเคล้ากับเครื่องปรุงรส เกลือ น้ำตาล โรยงาขาว หมักทิ้งไว้ 30 นาที(เก็บในตู้เย็น)
3.นำปลาที่หมักไว้มาตากบนตะแกรงสแตนเลสในโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์
4.ตากทิ้งไว้ประมาณ  3ชั่วโมง
5.นำมาบรรจุถุงพลาสติกแบบสูญญากาศ
6.เก็บในตู้เย็นได้ 7 วัน หากแช่แข็งเก็บได้ 30 วัน

องค์ความรู้โดย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลา อำเภอพานทอง
บันทึกข้อมูลโดย นางสาววราภรณ์ เฮงไล้ สำนักงานเกษตรอำเภอพานทอง


อำเภอศรีราชา
การกำดอกไม้บูชาพระ
วัสดุอุปกรณ์
1.ต้นเตย
2.ดอกสร้อยทอง
3.ดอกกล้วยไม้
4.กรรไกร
5.ยางวง
ขั้นตอนการทำ
1.เลือกต้นเตยที่มีขนาดพอเหมาะไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป จับใบเตยให้หันออกมาด้านหน้า
2.ใส่ดอกสร้อยทอง 1 ช่อ ให้ยอดสร้อยทองสูงกว่าใบเตย
3.เลือกดอกกล้วยไม้ที่มีดอกตูมด้วย ใส่เป็นช่อที่ 1 เพื่อดอกไม้จะได้มียอดให้ห่างจากดอกสร้อยทองประมาณสองนิ้วถึงสองนิ้วครึ่ง จัดดอกไม้ให้หันหน้าออก
4.ใส่ดอกกล้วยไม้ช่อที่ 2 ให้ดอกสับหว่างกับช่อแรกเพื่อลดช่องว่าง แล้วจึงใส่ช่อที่ 3 จัดให้สวยงาม
5.ใช้ยางวงรัดตรงรอยที่เราใช้มือจับดอกไม้เพื่อไม่ให้ดอกไม้ที่เรากำไว้ขยับแล้วใช้ยางวงรัดให้แน่น
6.ใช้กรรไกรตัดก้านดอกกล้วยไม้ให้เสมอ

องค์ความรู้โดย นางสมปอง บำรุงวัตร นางกรรณิกา มงคลแก้ว
บันทึกข้อมูลโดย นางวารุณี พิมพ์แพทย์ สำนักงานเกษตรอำเภอศรีราชา


อำเภอเกาะจันทร์
ฮอร์โมนไข่เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว
เนื่องจากการผลิตพืชของเกษตรกรในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการผลิตข้าวทำให้คุณภาพของผลผลิตลดลง แต่ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นและดินเสื่อมสภาพลง สภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรเสียหาย การทำฮอร์โมนไข่จะเป็นการเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพขึ้น และเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรตามแนวหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วัสดุอุปกรณ์
1.ไข่ไก่ จำนวน 30 ฟอง (ประมาณ1 กิโลกรัม)
2.กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทราย จำนวน 1 กิโลกรม
3.ยาคูลล์ จำนวน 1 ขวด
4.ลูกแป้งข้าวหมากจำนวน 1 ลูก
5.ถังพลาสติกมีฝาปิดขนาด 2 ลิตร จำนวน 1 ใบ

วิธีทำ
1.ตอกไข่ไก่ใส่เครื่องปั่น (พร้อมเปลือกไข่) ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
2.เทกากน้ำตาลทราย นมเปรี้ยว ลูกแป้งข้าวหมากบดละเอียด ตามสัดส่วน ใส่ลงไปในถังหมัก คนให้เข้ากัน
3.ปิดฝาให้พอสนิท หมักทิ้งไว้นาน 14 วัน เก็บรักษาไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก
4.คนทุกวันตอนเช้า หลังจากครบ 14 วัน สามารถนำไปใช้ได้
การนำไปใช้
1.ผสมฮอร์โมนไข่ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นข้าวตั้งแต่อายุ 60 วันขึ้นไป จะทำให้ต้นข้าวมีความสมบูรณ์มีการผสมเกสรที่ดี ได้รวงข้าวที่มีขนาดใหญ่ เมล็ดสมบูรณ์ โดยทำการฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวเริ่มตั้งท้อง
2.ผสมฮอร์โมนไข่ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นในช่วงที่พืชออกดอกให้เปียกชุ่ม ในช่วงเวลาเย็น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือราดลงดินรอบทรงพุ่มอัตรา 20-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน
3.ควรฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็น

องค์ความรู้โดยนางชัญญา บัวพา โทร 086-8421743
บันทึกโดยนายชัยพร เลาหล้า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี


อำเภอหนองใหญ่
การเพิ่มประสิทธิภาพมันสำปะหลัง

นายชาญชัย อมรบดีรักษ์
   ปลูกต้นฝน ก.พ. - มี.ค. ถ้ามีฝนตกปลูกได้เลย ปลูก พ.ค. ขึ้นไม่ดี ดินเปียกมาแล้วแล้งเหมือนโดนน้ำร้อนลวก 
   รอบที่ 1 ไถแปร ผาล 7  (350 บาท/ไร่) ใส่ขี้ไก่โรยทั่วแปลง โดยแรงงานคน ไร่ละ 2 ตัน (400 บาท/ไร่) อีก 15 วัน จึงไถรอบที่ 2 ไถผาล 3 (500 บาท/ไร่) อีก 1 อาทิตย์ก่อนปลูก ไถผาล 7 1 รอบ(350 บาท/ไร่) และไถยกร่อง (350 บาท/ไร่) 
   ระยะปลูก ระหว่างร่อง 120 ซม. ระยะระหว่างแถว อย่างน้อย 70 - 100 ซม.
   ปลูกเสร็จ ฉีดยาคุมหญ้า ฟลูมิโอซาซิน (ราคา680 บาท/50กรัม) 5 กรัม น้ำ 20 ลิตร 5 ไร่ ฉีด 200 ลิตร ใช้ยา 50 กรัม คุมแห้งได้เลย อย่าให้โดนมันสำปะหลัง (ภายใน 3 วัน) บวกค่าแรงไร่ละ 50  บาท (200 บาท/ไร่) 
   การใส่ปุ๋ย เมื่อต้นมันอายุประมาณ 2 เดือน ใช้จอบขุดหลุมระหว่างต้น ใส่ปุ๋ยเคมี 15-15-15 ไร่ละ 50 กิโลกรัม 900 - 1,000 บาท (ค่าแรงใส่ปุ๋ย 200 บาท/ไร่) 
   ครั้งที่ 2 ฉีดพาราควอท ผสมน้ำ 200 ลิตร ยา 1.5 ลิตร ฉีดได้ 2 ไร่ (ลิตรละ 100 บาท) บวกค่าแรงไร่ละ 100 บาท (ประมาณ 2 - 3 เดือน) (180 บาท/ไร่)
   ครั้งที่ 3 ฉีดไกลโฟเสท ผสมน้ำ 200 ลิตร ยา 1.5 ลิตร ฉีดได้ 2 ไร่ (ลิตรละ 125 บาท) บวกค่าแรง ไร่ละ 100 บาท (ประมาณ 5 - 6 เดือน) (200 บาท/ไร่) 
   การเก็บเกี่ยว หาบละ 35 บาท ไร่ละ 80 - 100 หาบ
      องค์ความรู้โดย นายชาญชัย อมรบดีรักษ์
      บันทึกข้อมูลโดย นางสาวมนณกร จุติมา สำนักงานเกษตรอำเภอหนองใหญ่


อำเภอสัตหีบ
การขยายจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

วัสดุอุปกรณ์
1.ไข่ไก่หรือไข่เป็ด
2.ผงชูรส(ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
3.ขวดน้ำสะอาด(ล้างและตากแห้งให้สนิท ห้ามมีไอน้ำเกาะที่ก้นขวด)ไม่เปื้อนน้ำมัน
4.อุปกรณ์ตวง ถ้วย ช้อนสำหรับตีไข่
5.น้ำสะอาด จากเครื่องกรองน้ำดื่ม น้ำซื้อ (ห้ามนำน้ำจากโอ่ง บ่อ หรือเก็บไว้นานเพราะอาจมีตะใคร่น้ำหรือสาหร่าย)
อัตราส่วน
1.ไข่ไก่ 30 ซีซี หรือ 3 ช้อนโต๊ะ
2.ผงชูรส 1 ช้อนโต๊ะ
3.ต้นเชื้อ 1 ลิตร
4.น้ำสะอาด 5 ลิตร
วิธีการขยาย
1.นำน้ำสะอาดใส่ขวดไม่ต้องเยอะ จากนั้นตีไข่ให้ละเอียด ตักไข่ใส่ 3 ช้อนโต๊ะ ผงชูรส 1 ช้อนโต๊ะ ปิดฝาขวดเขย่าให้เข้ากัน
2.ใส่ต้นเชื้อ 1 ลิตร แล้วเติมน้ำเกือบเต็มขวด เหลือพื้นที่ให้มีอากาศห่างจากปลายขวดประมาณ 1 นิ้ว เขย่าขวดเบาๆให้เชื้อกระจายทั่วขวด
3.นำไปตากแดดรำไร ไม่จำเป็นต้องโดนแดดทั้งวันหรือจะทั้งวันก็ได้ ประมาณ 5-7 วันสีจะเข้มสามารถนำไปใช้งานได้ แต่ถ้าจะเก็บเป็นเชื้อต้นเพื่อขยายต่อต้องตากแดดอย่างน้อย 15 วันขึ้นไป หรือเก็บไว้ 1เดือนแล้วเติมอาหารรอจนสีเข้มมากๆแล้วจึงนำไปขยายต่อ
ข้อสังเกตุ
1.หากขยายแล้วสีไม่แดง สีจางลงเรื่อยๆให้เติกเปลือกไข่หรือผงชูรส 2 เท่าจากเดิม แล้วสังเกตุหากสีเข้มขึ้นให้เติมอาหารตามสูตร
2.การเติมอาหารเชื้ออายุครบ 1 เดือน ควรผสมไข่รวมกับผงชูรส ใส่น้ำลงไปนิดหน่อยจากนั้นใช้สลิ้งดูดน้ำไปเติม
3.การขยายต่อต้องใส่ใจในรายละเอียด น้ำ อาหาร ต้องคอยสังเกตุการณ์เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ

โดยนายสมหมาย ทับขัน เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน สำนักงานเกษตรอำเภอสัตหีบ


อำเภอสัตหีบ

การตัดแต่งกิ่งมะนาวเพื่อบังคับการออกดอก
การตัดแต่งกิ่งมะนาวเพื่อรองรับกิ่งแขนงเพื่อจุดประสงค์ของการออกดอกออกผล (กิ่งกระโดงจะไม่ติดลูกหรือติดก็น้อยมาก) นิยมเริ่มตัดแต่งกิ่งในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม (เก็บผลผลิตนอกฤดู) หลักการง่ายๆคือ ให้ตัดปลายยอดทิ้ง โดยวัดระยะจากปลายยอดประมาณ 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) ไม่ควรตัดยาวมากกว่านี้ เพราะยอดที่แตกมาใหม่จะกลายเป็นกิ่งกระโดง
วิธีการทำ
1.ต้นมะนาวจะต้องมีอายุ 10 เดือนขึ้นไปหรือขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น
2.ตัดเล็มปลายยอดทุกๆ 45 วัน เริ่มตัดปลายยอดเดือนกรกฎาคม
3.ทำแบบเดิม 3 รอบ
4.พร้อมกับการให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 สลับกับ 25-7-7 เพื่อสะสมแป้งในลำต้นใส่ทุกๆสัปดาห์

โดย นายสมหมาย ทับขัน เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน สำนักงานเกษตรอำเภอสัตหีบ


อำเภอบ่อทอง
โครงการเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(สับปะรด)
สำนักงานเกษตรอำเภอบ่อทอง  จังหวัดชลบุรี
หลักสูตร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรด          
          สับปะรด (Pineapple) เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดชลบุรี มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมปลูกในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ พันธุ์ปัตตาเวีย เพราะเหมาะกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ โดยมาปลูกครั้งแรกที่อำเภอศรีราชา ต่อมาเกษตรกรจากอำเภอศรีราชาได้อพยพย้ายมาอยู่ที่อำเภอบ่อทอง  พร้อมทั้งได้นำพันธุ์สับปะรดมาปลูกด้วย จึงทำให้พื้นที่อำเภอบ่อทอง มีการปลูกสับปะรดกันอย่างแพร่หลายประมาณ 6,900 ไร่เศษ แต่ยังคงใช้ชื่อสับปะรดศรีราชาเหมือนเดิม        
          1 การคัดเลือกพันธุ์และปริมาณการปลูกสับปะรด
          ลักษณะผลสับปะรดศรีราชา
          1. ผลกลมแป้น ปลายจุกแหลม ผลมีขนาดใหญ่ รูปทรงโคนใหญ่ปลายเรียว หากมีผลขนาดกลางและเล็ก จะเป็นรูปทรงกระบอก มีน้ำหนักประมาณ 1.5 – 3.5 กก. มีหนามบริเวณปลายใบ
          2. ผลดิบ เปลือกสีเขียวคล้ำ เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มและเนื้อเหลืองอมเขียว ตาค่อนข้างลึก     ก้านผลสั้นมีแกนใหญ่ เนื้อละเอียดสีเหลืองอ่อน แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มในฤดูร้อน
          3. ผลแก่และสุก รสหวานฉ่ำ วัดความหวานได้ 13 – 19 บริกซ์ ให้ผลตลอดปี ลักษณะสับปะรดสามร้อยยอด   ลักษณะ  ใบมีหนามเป็นระยะๆ จนถึงปลายใบ ผลสุก ตาสีแดงถึงเหลือง  
          ปริมาณที่เหมาะสมในการปลูกสับปะรดผลสดในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้หน่อสับปะรดประมาณ 7,000 – 8,000 หน่อ คัดหน่อที่มีขนาดน้ำหนักประมาณ       500 กรัม ปลูกระหว่างร่อง 80 ซ.ม. ระยะระหว่างแถวคู่ 50 ซ.ม. และระยะระหว่างต้น 30 ซ.ม. 
          2.การเตรียมพื้นที่ปลูกและการดูแลรักษาสับปะรด
          การเตรียมดินในที่ไม่เคยปลูกสับปะรดมาก่อน
          ครั้งแรกไถด้วยผาล 7 จำนวน 2 ครั้ง ลึกประมาณ 30 – 50 ซ.ม. ครั้งที่ 2 ผาล 3 จำนวน 1 ครั้ง   ลึกประมาณ 30 – 50 ซ.ม. หรือลึกพอเท่าที่จะลึกได้ หลังจากนั้นยกร่อง  
          การเตรียมดินในที่เคยปลูกสับปะรดมาก่อน
          ใช้ผาล 7 ไถ 2 ครั้ง ย่อยใบสับปะรดให้แหลกละเอียดทิ้งไว้ 1 เดือน และไถด้วยผาล 3 อีก 1 ครั้ง    ทิ้งไว้อีก 1 เดือนและไถด้วยผาล 7 อีกครั้งหนึ่ง แล้วยกร่อง 
          การดูแลรักษาสับปะรดจนถึงเก็บเกี่ยว 
          การควบคุมวัชพืชหลังปลูกเสร็จควรฉีดสารควบคุม/กำจัดวัชพืชทันทีโดยใช้สารไดยูรอน 2 กก. + โปรมาชิล0.5 กก.+ปุ๋ยน้ำชีวภาพเข้มข้นผสมน้ำ 1,000 ลิตร ขณะฉีดควรเดินช้าๆ สม่ำเสมอและฉีดบนสันร่องด้วยข้อสังเกต 
          สับปะรดเป็นพืชที่มีการใช้สารเคมีน้อยครั้ง
          การบังคับผลใช้อีทีพอน 500 – 700 ซ๊ซ๊ ผสมน้ำ 1,000 ลิตร และยูเรีย20 กก.ผสมน้ำ 1,000 ลิตร     ฉีดพ่น จำนวน 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 5 – 7 วัน หลังจากบังคับผลประมาณ 25 – 30 วัน ฉีดปุ๋ยน้ำบำรุงทางใบ  หลังจากบังคับผล 60 – 70 วัน ฉีดปุ๋ยน้ำบำรุงทางใบ   ประมาณ 150 วัน เก็บผลผลิต 
         

          3.ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพ          
          ปุ๋ยเคมี          
          ครั้งที่ 1 สูตร 21–0-0 จำนวน 100 กก. + สูตร 15-15-15 จำนวน 50 กก.  ใส่หลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน          
          ครั้งที่ 2 สูตร 21-0-0 จำนวน 75 กก. + สูตร 15-15-15 จำนวน 75 กก.  ใส่หลังจากครั้งแรก ประมาณ 45- 60 วัน
          ปุ๋ยหมักจากสับปะรด
          เมื่อหักผลสับปะรดหมดแล้ว จึงหักหน่อพันธุ์สับปะรด ประมาณ 2 ครั้ง เพื่อขยายพันธุ์ต่อ หลังจากนั้น ไถสับต้นสับปะรดเพื่อใช้เป็นปุ๋ยหมักในครั้งต่อไป (ไม่ควรเผา) ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน        จึงเตรียมดินในการปลูกครั้งต่อไป
          ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ
          ปุ๋ยน้ำหมักผลไม้ ได้มาจากการนำผลไม้ เช่น กล้วย มะละกอสุก ฟักทอง ผสม กากน้ำตาล 5 กก. และน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นตามความเหมาะสมปุ๋ยน้ำหมักปลา ได้มาจากการนำเศษปลา ผสม กากน้ำตาล 10 กก. และน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นตามความเหมาะสม     
          4.สถานที่รับซื้อและการตลาด
          สับปะรดส่งโรงงาน
          เนื่องจากในพื้นที่อำเภอบ่อทองมีโรงงานรับซื้อผลผลิต จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่นำผลผลิตที่ได้ส่งโรงงานร้อยละ 95 ของเกษตรกรทั้งหมด โดยการตัดผลผลิตส่งโรงงานให้เหลือผลสับปะรดอย่างเดียว
          สับปะรดส่งผลสด
          มีเกษตรส่วนหนึ่งส่งสับปะรดผลสดตามแผงรับซื้อประมาณร้อยละ 5 ของเกษตรกรทั้งหมด  โดยการตัดส่งตลาดจะมีก้านและจุกติดผลไปด้วย
          ข้อดีของสับปะรดผลสด
          1. มีราคาสูงกว่าสับปะรดโรงงาน ประมาณ 2 – 3 บาท ต่อ กก.
          2. ผู้บริโภคและตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น
          3. เกษตรกรสามารถทำควบคู่กับสับปะรดโรงงานเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาที่โรงงานกำหนด 

 

          สับปะรด (Pine apple)          
          ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Ananascomosus (L.) Merr   
          ชื่อสามัญ Pine apple  
          ชื่อวงษ์ว่า BROMELIACEAE 
          สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย 
          ราก -  ใช้บรรเทานิ่ว ขับปัสสาวะ แก้กระษัย ทำให้ไตมีสุขภาพดี แก้หนองใน แก้มุตกิดระดูขาว แก้ขัดข้อหนาม - แก้พิษฝีต่างๆ แก้ไข้ ลดความร้อน ไข้พา ไข้กาฬ
          ใบสด - เป็นยาระบาย ฆ่าและถ่ายพยาธิในท้อง ยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย
          ผลดิบ - ใช้ห้ามโลหิต แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ฆ่าพยาธิ และขับระดู
          ผลสุก – ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และบำรุงกำลัง ช่วยย่อยอาหาร แก้หนองใน มุตกิด กัดเสมหะในลำคอ
          ไส้กลางสับปะรด – แก้ขัดเบา (ฉะนั้นทางสับปะรดก็อย่าทิ้งแกนกลางมันนะครับ)
          เปลือก – ขับปัสสาวะ แก้กระษัย ทำให้ไตมีสุขภาพดี
          จุก – ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้หนองใน มุตกิดระดูขาว
          แขนง - แก้โรคนิ่ว
          ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว 
          โดย..นายบุญธรรม บัวประดิษฐ์ บ้านเลขที่ 240 หมู่ 3 ตำบลเกษตรสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี
        บันทึกข้อมูลโดยนายวัชร  ลิ้มวรรณดี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอบ่อทอง


อำเภอบ้านบึง
การปลูกกุยช่าย
วิธีการปลูกกุยช่าย
การเตรียมดิน
1.ไถยกร่อง ขนาด 1.5x8 เมตร
2.มีการเอาหน้าดินมาใส่ 6 เดือนต่อหนึ่งครั้ง
การปลูก
1.ยกร่องปลูก ระยะปลูก 20 เซนติเมตร
2.ตัดต้นพันธุ์กุยช่าย 3-4 ต้นต่อกอ เอามาปักดำแบบการปลูกข้าว
การใส่ปุ๋ย
1.ใช้ปุ๋ยมูลไก่ ใส่หลังปลูก 15 วัน
2.หลังปลูก 45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ
3.หลังปลูก 90 วัน ใส่ปุ๋ยมูลไก่รอบๆ
การใช้สารเคมีป้องกันโรค
1.ใช้แมนโคเซฟ ป้องกันโรคทางใบ
2.ใช้แมนตาแลคซิล ป้องกันราน้ำค้าง
การใช้สารเคมีป้องกันแมลง
1.ใช้อะบาเมติน ป้องกันหนอนแมลงวัน
2.ใช้แลนเนท กำจัดแมลงต่างๆ
การใช้สารสมุนไพร
1.ใช้สมุนไพรรสฝาด เช่น กระเทียม ขี้เถ้า โรยแปลงป้องกันโรคราน้ำค้าง
2.ไวฟออย ป้องกันหนอนแมลงวัน และโรคราสนิม(ฉีดหลังฝนตก)
การดูแลรักษา
1.ตัดใบไม่สมบูรณ์ทิ้ง และรักษาความสะอาดโคนต้น
2.แยกหน่อที่แน่นออก
3.ตัดไปแล้ว 3 มีด แคะออกบำรุงต้นใหม่
การเก็บเกี่ยว
1.หลังปลูก 4-6 เดือน เก็บครั้งแรก ตัดติดโคนสูงประมาณ 30 เซนติเมตร
2.พื้นที่ 1 ไร่ ได้ผลผลิต 1,000 กิโลกรัม หลังจากนั้น 45 วัน ตัดได้อีก 1 รุ่น ครบ 3 ครั้ง ปรับปรุงต้น แคะทิ้ง โรยหน้าดิน

องค์ความรู้โดย ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียง ตำบลหนองซ้ำซาก อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี
บันทึกข้อมูลโดย สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี


อำเภอพนัสนิคม
การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ
ขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ
1.การเตรียมดิน  โดยการไถดะ และคราดให้เป็นตม
            1.1 การปรับดิน การปรับพื้นนาให้เสมอ และให้มีจำนวนกระทงนาไม่เล็กเกินไป ประมาณ 1 ไร่ต่อกระทง เพื่อให้ สะดวกในการนำรถเข้าไปจัดการ การปรับดินต้องเรียบเสมอกัน เพื่อให้ระดับน้ำเท่ากันทั้งหมด
            1.2 การปรุงดิน  ไม่เผาตอซัง ถ้าทำนาปีละ 2 ครั้ง /ปี จะมีการย่อยสลายโดยธรรมชาติ การนำดินไปตรวจ และใส่ปูนมาร์ลเพื่อปรับสภาพดิน
 2. การไถ  ต้องไถให้ลึกอย่างน้อย 6 นิ้ว มีระยะเวลาหมักดินอย่างน้อย 15 วัน (ลูกทุบหรือลูกจิ้ม เพื่อปั่นให้เสมอ) และหมักน้ำแช่ไว้ 15-20 วัน ปล่อยน้ำให้แห้งหมาด ประมาณ 7-10 วัน เพื่อหลอกให้หญ้าวัชพืชและเมล็ดข้าวที่หล่นงอกขึ้นมา ใส่น้ำเข้าไปใหม่ และปั่นทุบ จะช่วยกำจัดวัชพืชได้ 50-60%
            - กระดานลูกเทือก เพื่อปรับดินให้เสมอ
3.การหว่านข้าว  
3.1 ก่อนหว่านข้าวให้แบ่งดินเป็น 3 ระดับ หว่านระดับบนสุดก่อน เพื่อให้ขี้เลนจากระดับบนตกลงมาที่ชั้น 2 และชั้นที่ 1 ตามลำดับ ขี้เลนจะควบคุมวัชพืชโดยกลบเมล็ดวัชพืชไม่ให้งอกได้
3.2 แช่ข้าว นาน 12 ชม. ขึ้นมาบ่ม 24 ชม. หว่านนอนน้ำอย่างน้อย 6 ชม. และไขน้ำให้แห้งสะเด็ด ทิ้งไว้ 7-10 วัน ข้าวจะงอกสูงประมาณ 2-3 นิ้ว ปล่อยน้ำเข้าท่วมนาอย่างน้อย 1 นิ้ว
            3.3  น้ำที่ใส่เข้าไปในนาระยะนี้ ถ้ามีการจัดการระดับนาไล่ระดับสูงต่ำ น้ำที่ใส่เข้าไปในนาระยะนี้แล้วปล่อยน้ำที่ได้จากการทุบของแปลงบน จะทำให้เลนไปเคลือบเมล็ดข้าวนกมองไม่เห็น ทำให้นกไม่เข้ามากิน และทำให้เมล็ดข้าวจมฝังเลนและทำให้รากหยั่งลึกลงไปในดินต้นข้าวจะแข็งแรง และตะกอนดินจะป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้น
            3.4  ถ้ามีการจัดการที่ดีสามารถประหยัดเมล็ดพันธุ์ ใช้เพียง 10 กิโลกรัม/ไร่ ไม่หนาเกินไป โรคแมลงไม่มารบกวน
            3.5 ร่องระบายน้ำสามารถป้องกันน้ำท่วมขัง ถ้ามีฝนตกลงมาจะทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว
หมายเหตุ
            - การแช่เมล็ดพันธุ์ ใช้ไตรโครโดมาผสมน้ำนำเมล็ดพันธุ์ลงแช่ ทำให้ข้าวไม่เกิดโรค
            - ขั้นตอนการทุบควรใช้พด.2 ผสมน้ำเพื่อช่วยเร่งการย่อยสลายให้เร็วขึ้น
            - ช่วงอายุ 7-10 วันก่อนเข้าน้ำ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในระยะนี้ เพื่อไม่ให้มันไหลไปกับน้ำ
            - ข้าวอายุ 1 เดือน ถ้าอากาศชุมชื้นดีให้ปล่อยน้ำให้แห้งสนิท เพื่อให้แดดส่องผ่านไปที่พื้นดิน ต้นข้าวได้รับแสงแดด อย่างทั่วถึงต้นข้าวไม่ชะลูด
            -ช่วงไขน้ำเข้า ให้สังเกตุ ช่วงไหนที่ข้าวไม่งามให้ใส่ปุ๋ยเคมี ประมาณ15 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนปล่อยน้ำเข้า ระดับน้ำสูงไม่เกิน 10 ซม. (ใส่ตรงพื้นที่ข้าวไม่งามเท่านั้น ไม่ต้องใส่ทั้งแปลง)
องค์ความรู้โดย นายดิลก พวงภู่  โรงสีข้าวชุมชนตำบลหนองปรือ อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี
บันทึกข้อมูลโดยนายระพีภัทร์ เสริมสุขจิรโชติ สำนักงานเกษตรอำเภอพนัสนิคม


อำเภอบางละมุง
การทำไร่มันสำปะหลัง
การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง นอกเหนือจากการปรับปรุงบำรุงดิน ร่วมกับการอนุรักษ์ดิน และการใช้พันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดีแล้ว การจัดการดูแลที่ดี โดยเริ่มตั้งแต่ ฤดูการปลูกที่เหมาะสม การเตรียมดินดี การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสม ตลอดจนการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่เหมาะสม การกำจัดวัชพืช เป็นปัจจัยที่จะทำให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะการเอาใจใส่ในการเตรียมท่อนพันธุ์ จะมีผลทำให้อัตราความอยู่รอดของมันสำปะหลังสูงขึ้น ต้องคัดเลือกใช้ต้นพันธุ์ (ท่อนพันธุ์) สมบูรณ์นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับแรก เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่นๆ เนื่องจากมีผลต่อการงอกและจำนวนต้นอยู่รอดจนกระทั่งเก็บเกี่ยว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับผลผลิต รวมทั้งต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งมีข้อแนะนำ ดังนี้
1. การเตรียมดินหากดิน
การเตรียมดินหากดินที่ทำการเพาะปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันหลายปีควรปรับปรุงดินเพื่อรักษาระดับผลผลิตในระยะยาว ด้วยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักเปลือกมันชนิดเก่าค้างปี (จากโรงแป้งทั่วไป) ที่หาได้ในท้องถิ่น หรือปลูกพืชตระกูลถั่วต่างๆ หมุนเวียนบำรุงดิน ในกรณีที่พื้นที่ประเภทหญ้าคาควรใช้ยาราวด์อัพหรือเครือเถาต่างๆ ควรใช้ยาสตาร์เรน ฉีดพ่นยาจำกัดเสียก่อนการไถจากนั้นไถครั้งแรกโดยไถกลบวัชพืชก่อนปลูกด้วยผาน3 (อย่าเผาทำลายวัชพืช)ให้ลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตรแล้วทิ้งระยะไว้ประมาณ 20-30 วันเพื่อหมักวัชพืชเป็นปุ๋ยในดินต่อไป แล้วไถพรวนด้วยผาน7 อีก 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสมและรีบปลูกโดยเร็วในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่
2. ใช้ท่อนพันธุ์
 ใช้ท่อนพันธุ์มันที่สดตัดทิ้งไว้ไม่เกินประมาณ 15 วัน โดยตัดให้มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร มีตาไม่น้อยกว่า 5 ตา เพื่อป้องกันเชื้อราและแมลงควรแช่ท่อนพันธุ์โดยใช้สารเคมีที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำประมาณ 5-10 นาทีเพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งก่อนปลูก และต้องใช้ต้นพันธุ์ที่มีอายุ 8-12 เดือน โดยสังเกตได้จากสีของลำต้นที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นสีเข้มเมื่ออายุมากขึ้น และไม่มีโรคแมลงติดมา
3. การเก็บรักษาต้นพันธุ์
หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วควรรีบนำต้นพันธุ์ไปปลูกทันที ถ้าจำเป็นต้องเก็บรักษาต้นไว้ทำพันธุ์ต่อไป สามารถทำได้โดยตั้งกองพันธุ์ไว้กลางแจ้งในแนวตั้ง ให้ส่วนของโคนสัมผัสกับพื้นดิน หรือใช้ดินกลบโคนและกองไม่ใหญ่เกินไปเพื่อให้อากาศถ่ายเท ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถรักษาสภาพต้นได้ประมาณ 15-30 วัน หรือนานถึง 2 เดือน
4. การปลูก
ต้องใช้ส่วนกลางของลำต้น ควรเป็นส่วนกลางและโคนต้นที่ไม่อ่อน หรือแก่เกินไปต้องตัดท่อนพันธุ์ให้มีความยาวที่เหมาะสม ในช่วงต้นฤดูฝนควรใช้ท่อนพันธุ์ขนาด 20 เซนติเมตร และช่วงปลายฝนควรใช้ท่อนพันธุ์ขนาด 25-30 เซนติเมตร (ควรมีตาอย่างน้อยประมาณ 5-7 ตา) ส่วนการสับท่อนพันธุ์ควรสับให้เฉียงเล็กน้อยและหลีกเหลี่ยงไม่ให้ตาบนท่อนพันธุ์ช้ำ หรือถูกกระทบกระเทือนเพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูเป็นอย่างมาก ดังนั้นก่อนการปลูกควรมีการแช่ท่อนพันธุ์โดยใช้สารไทอะมิโทแซม 4 มิลลิกรัมผสมกับน้ำ 20 ลิตร โดยใช้เวลาแช่ประมาณ 10 นาที
วิธีการปลูกที่เหมาะสม ควรปลูกแบบปักตรงหรือเอียงเล็กน้อย เป็นวิธีที่ให้ผลผลิตสูง ความลึกในการปักท่อนพันธุ์ลงในดินประมาณ 8-10 เซนติเมตร แต่ไม่ควรปักลึกมาก และควรมีการตรวจสอบความงอกหลังปลูกเพื่อทำการปลูกซ่อมได้ทันเวลา
5. การดูแลและการกำจัดวัชพืช
ฉีดยาคุมเมล็ดวัชพืชสำหรับการปลูกในฤดูฝนสภาพดินชื้นควรฉีดยาคุมวัชพืชด้วยยาไดยูรอน (คาแม็กซ์) หลังจากการปลูกทันที ไม่ควรเกิน 3 วัน หรือก่อนต้นมันสำปะหลังงอก หากฉีดหลังต้นมันสำปะหลังงอก อาจทำให้ต้นมันสำปะหลังเสียหายได้ ใช้ยาในอัตรา 600 กรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นได้ประมาณ 1.5 ไร่

การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
1. ในพื้นที่ที่ยังไม่พบการระบาด เกษตรกรควรปฏิบัติดังนี้
1.1 เก็บซากพืชออกจากแปลงปลูก ไถพรวนดิน  หลายครั้ง และตากดินไม่น้อยกว่า 14 วัน
1.2 แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีก่อนปลูกทุกครั้ง
1.3 ต้องตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอทุก 2 สัปดาห์

 


การปลูกผักปลอดสารพิษ
ผักปลอดสารคืออะไร ?
                ผักปลอดสาร คือ ผักที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เช่น ไม่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และไม่ใช้ยากำจัดวัชพืช บางทีก็เรียกว่าผักอินทรีย์หรือปลูกผักแบบธรรมชาติ ปัจจุบันผักที่เราซื้อจากท้องตลาดมารับประทานส่วนมากแล้วจะเป็นผักที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์และยาฆ่าแมลงแทบทั้งนั้น ฉะนั้นผักเหล่านี้จึงเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมากถ้านำมารับประทานโดยไม่มีการล้างทำความสะอาดอย่างดี
ทำไมต้องปลูกผักปลอดสาร ?
เพื่อให้มั่นใจว่าผักที่เราปลูกเป็นผักคุณภาพดีไม่มีสารพิษ และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายไว้บริโภคเอง
                ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยการปลูกผักต่าง ๆที่หลังบ้าน ผักส่วนมากแล้วจะปลูกง่าย โดยเฉพาะผักพื้นเมือง ซึ่งแทบจะไม่ต้องดูแลเลย
                เพิ่มคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เมื่อเราใช้สารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยวิทยาศาสตร์ จะมีผลตกค้างต่อดิน และเป็นผลเสียต่อน้ำ อากาศ และระบบนิเวศน์ แมลงที่มีประโยชน์ก็จะตายจากยาฆ่าแมลง เช่น ไส้เดือน แมงมุม และผึ้ง เป็นต้น
                เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเป็นการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เช่น ไม่ปล่อยให้ที่หลังบ้านรกร้างว่างเปล่า ใช้เศษอาหารจากห้องครัวมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ใช้มูลสัตว์มาทำเป็นปุ๋ยและ เศษผักสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ หรือเอามาทำเป็นปุ๋ยหมักก็ได้ดีทั้งนั้น
วิธีการปลูกผักปลอดสาร
                ขั้นตอนแรกควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมก่อน เช่น บริเวณหลังบ้านที่ใดที่หนึ่ง ที่มีแสงแดดส่งถึง หรือ บริเวณใกล้แหล่งน้ำ ขนาดพื้นที่เท่าไรก็ได้ตามความต้องการของผู้ปลูก
                การทำแปลงผักมีหลายรูปแบบตามความเหมาะสม และความชอบของแต่ละคน เช่น   
                1.ปลูกในภาชนะ เช่น ยางรถยนต์ กะละมัง ถังเก่า ๆ ลังโฟมเก่า ๆ และในกระถาง เป็นต้น
                2.ปลูกโดยการทำแปลงเพาะแบบธรรมดาทั่วไป เช่น การยกร่องแปลงเพาะ และปลูกเป็นแถว ๆ
                3.ปลูกกะบะ เช่น กะบะที่ทำด้วยไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยม หรือกะบะที่กั้นด้วยเศษอิฐ ก้อนหิน หรือแม้แต่สังกะสีเก่า ๆ และกระเบื้องเก่า ๆ ก็สามารถนำมากั้นทำเป็นกะบะได้ทั้งนั้น
                4.ปลูกโดยการขุดหลุม หรือร่องลึกประมาณ 1-2 คืบ แล้วเอาปุ๋ยหมักผสมกับหน้าดินลงไปในหลุม หรือร่องก่อนปลูก
  •  ก่อนทำการปลูกต้องมั่นใจว่าส่วนผสมในแปลงผักได้รับการผสมอย่างดีระหว่างหน้าดิน ปุ๋ย หมัก และมูลสัตว์
  •  ก่อนทำการใส่ส่วนผสม ควรปูพื้นด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และเศษกระดาษจากลัง โดยเฉพาะแปลงปลูกแบบขุดร่อง แบบยกร่อง และแบบกะบะ เพื่อป้องกันวัชพืชขึ้นรบกวนแปลงผัก
  •  ชนิดผักที่ควรปลูก ควรจะปลูกทั้งผักพื้นบ้าน และผักทั่ว ๆ ไป ผักพื้นบ้าน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กระเพรา โหระพา ใบแมงลัก พริก และตำลึง ผักทั่วไป ๆ ได้แก่ คะน้า ผักกาด กะหล่ำ มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ฟักทอง ผักบุ้ง หอม และผักชี เป็นต้น


อำเภอเกาะสีชัง
การเพาะเห็ดนางฟ้า
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
1.อาหารเพาะ(เมล็ดธัญญพืช เช่น ข้าวฟ่าง)
2.หัวเชื้อเห็ด
3.ถุงพลาสติกใส ทนร้อนสำหรับเพาะเห้ด ขนาด 6.5x11.5 นิ้ว
4.ตอพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 นิ้ว
5.สำลี ยางรัด
6.ถังนึ่ง ไม่อัดความดัน
7.โรงเรือนหรือสถานที่บ่มเส้นใยและเปิดดอก
สูตรอาหาร
1.ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 ก.ก.
2.รำละเอียด 6 ก.ก.
3.ยิปซัม 0.5 ก.ก.
4.ดีเกลือ 0.2 ก.ก.
5.ปูนขาว 1 ก.ก.
6.น้ำสะอาด ปรับความชื้น 60-70%
ขั้นตอนวิธีทำ
1.นำวัสดุสูตรอาหาร ทั้งหมดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน พรมด้วยน้ำสะอาดให้มีความชื้นพอเหมาะ
2.บรรจุใส่ถุงพลาสติกสำหรับเพาะเห้ด ให้แน่น น้ำหนักประมาณ 800-1000 กรัม/ก้อน ใส่คอพลาสติก อุดจุกด้วยสำลี และปิดฝาจุกพลาสติก
3.นำก้อนเชื้อที่ได้ไปนึ่งฆ่าเชื้อภายใน 24 ชั่วโมง นึ่งนาน 4 ชั่วโมง
4.นำก้อนเชื้อที่นึ่งได้ที่แล้วออกจากถังนึ่ง ทิ้งไว้ให้เย็น ทำการถ่ายเชื้อเห้ดที่เจริญเต็มที่ในเมล็ดธัญญพืช ประมาณ 15-20 เมล็ด/ก้อน
5.นำก้อนเชื้อเห็ดที่ถ่ายเชื้อเห็ดเรียบร้อยแล้วบ่มก้อนเชื้อต่อไป
การบ่มก้อนเชื้อ
หลังจากถ่ายเชื้อเห็ดลงในถุงก้อนเชื้อเห็ดแล้ว นำไปบ่มในโรงเรือนที่อากาศถ่ายเทสะดวก เส้นใยเจริยเต็มก้อนใช้เวลา 28-30 วัน ระหว่างการบ่มก้อนเชื้อเห้ด หมั่นตรวจดูศัตรูเห้ด เช่น มด ปลวก หรือไรต่างๆ หากพบ ให้นำก้อนเห็ดออกจากโรงบ่มไปกำจัด
การเปิดดอก การเก็บเกี่ยว
หลังจากเส้นใยเจริยเต็มก้อน ให้ทำการเปิดดอก(เปิดปากถุง) รดน้ำวันละ 2 ครั้ง น้ำที่ใช้รดควรสะอาด ก้อนเห็ดขนาด 1000 กรัม เก้บผลผลิตได้ 300-350 กรัม/ก้อน เก็บผลผลิตได้ประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูและรักษา

โดยกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเกาะสีชัง หมู่6 ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
นำเข้าองค์ความรู้โดย นายวิรัช ทองจีน เกษตรอำเภอเกาะสีชัง


อำเภอเมืองชลบุรี
การปลูกข้าวไรเบอรี่
วิธีการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่
1คัดเลือกพันธุ์ข้าว : ก่อนที่จะได้ข้าวไรซ์เบอรี่สีม่วงเข้มต้องทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดเพื่อให้พันธ์ข้าวแข็งแรงต้านทานโรคได้ดีและมีพันธ์ข้างอื่นเจือปนน้อยที่สุด
2.การเตรียมดิน : การเตรียมดินเพื่อปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ต้องปรับสภาพดินให้เหมาะสมที่สุดต่อการปลูกเพระจะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า และวัชพืชอื่นๆ ซึ่งถ้าหากเตรียมดินไม่ดีจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าว  โดยการหมักดินด้วยจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มความร่วมซุยของดิน และป้องกัน+กำจัดวัชพืชได้ในระดับหนึ่ง
3.ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากปลาและผลไม้โดยใช้หัวเชื้อจากกรมพัฒนาที่ดิน ไม่มีการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 100% รวมถึงปุ๋ยจากมูลสัตว์ ซึ่งบางฟาร์มจะมียาปฎิชีวนะและสัตว์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัวจะกินหญ้าเป็นอาหารหลักทำให้ปุ๋ยคอกจากสัตว์จะมีเมล็ดวัชพืชปนมา
4.สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช เราจะใช้สารหมักจากเมล็ดสะเดา ใบสะเดา ตะไคร้หอม  พืชสมุนไพรต่างๆ เพื่อไล่แมลง 
5.การกำจัดวัชพืชจะทำโดยวิธีการทางธรรมชาติได้แก่ มีการควบคุมน้ำในแปลงและใช้แหนแดง เพื่อควบคุมไม่ให้แสงแดดส่งถึงให้วัชพืชเจริญเติบโต และเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับต้นข้าวอีกด้วย